Home ข้อคิด 12 วิธีการใช้ชีวิต “คนเงินเดือนหลักพัน” ..ให้มีชีวิตดีเหมือนกับคนหลักหมื่น

12 วิธีการใช้ชีวิต “คนเงินเดือนหลักพัน” ..ให้มีชีวิตดีเหมือนกับคนหลักหมื่น

5 second read
0
0
6,168

1. ที่อยู่อาศัย ประหยัดได้ยิ่งดี

มนุษย์เงินเดือนหลายคนต้องหักเงินเดือนครึ่งหนึ่งเป็นค่าเช่าที่พัก ถ้าคุณอยู่บ้านหรือที่ทำงานคุณให้ที่พักฟรีล่ะก็ ไม่ต้องอายคนอื่นว่าจะเป็นการเกาะใครกินรึเปล่า? มาโฟกัสที่การ

เก็บเงินดีกว่านะ ยิ่งเราจ่ายให้ค่าที่พักได้น้อยมากหรือไม่จ่ายเลย เรานี่แหละมีโอกาสเป็นนายตัวเองได้ไว ถ้าเทียบกับคนอื่นที่ยังติดวงจรใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ***ในกรณีที่คุณ

จำเป็นต้องเช่าที่พักเอง หาที่อยู่ที่ปลอดภัยในวงเงินแค่ 2,500-3,000 บาท/เดือน เป็นอันพอ หรือได้แค่ห้องเปล่า ไม่มีเน็ต ไม่มีทีวีก็ได้ ถ้าคุณขาดเน็ตไม่ได้ แนะนำว่าให้เลือกสมัคร

แพคเกจเน็ตของค่ายมือถือด้วยตัวเองจะถูกกว่า อีกทั้งยังได้ใช้งานได้ทุกที่ ไม่จำกัดแค่ที่ห้องพักที่เดียว

2. อ าหา รมื้อหลัก ทานแบบถูกหรือฟรีก็ได้

มื้อหลักๆ ที่ทานไว้กัน ต า ย ไม่จำเป็นต้องอร่อย แต่ขอให้เน้นอิ่มไว้ เช่น อาหารที่บ้าน, อ าหา รในโรงอ าหา รที่ทำงาน คุณจะได้มีเงินเก็บอีกเยอะไปทำอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมคำนึงถึง

สุ ขภา พตนเองด้วย อย่าทานของที่ไม่มีประโยชน์ อย่าถูกจนเข้าข่ายอดมื้อกินมื้อ ให้รางวัลตัวเองด้วยการทานของอร่อยๆ ในวันหยุดแต่ละสัปดาห์บ้างก็ดีนะ

3. อย่าจำกัดสกิลตัวเอง

อย่าคิดว่าเรามีความสามารถแค่นี้ ก็สมควรที่จะได้ทำงานแค่นี้ รับผิดชอบงานแค่ไม่กี่อย่าง มีเงินเดือนแค่หลักพัน คุณต้องเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับตัวเองด้วยการ ‘อัพสกิล’ เช่น

เก็บเงินไปสอบวัดระดับภาษาให้ผ่านเพื่อนำผลสอบนั้นไปยื่นเรื่องปรับเงินเดือนหรือย้ายไปสมัครงานที่ใหม่, หารายได้เสริมจากทักษะที่ตนเองถนัด, ขยันทำโอทีเท่าที่จะมีแรงทำได้

(แต่ไม่หนักมากจนหักโหม)

4. โอกาสทางสังคมไม่จำเป็นต้องแพง

การประหยัด นอกจากไม่ได้แปลว่าการอดมื้อกินมื้อ ยังไม่ได้หมายถึงการงดเข้าสังคมด้วยเช่นกัน การเข้าสังคมยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเสมอในการทำงาน เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจ

เพื่อนร่วมงานได้มากขึ้น ติดต่อสื่อส า รทั้งในและนอกเวลางานได้ลื่นไหลขึ้น ไม่จริงเสมอไปว่ามันจะต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่แพง ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย มันเป็นค่าใช้จ่ายที่แลกกับ

มิตรภาพและประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น และเราก็เลือกได้ว่าจะเข้าสังคมแบบไหนถึงจะเหมาะ เช่น ทานอ าหา รร่วมกันในร้านที่ไม่แพงมาก, แชร์อ าหา รกลางวันที่ทำมาจากบ้าน

ร่วมกัน, ไปทำบุญร่วมกัน เอาที่ตัวคุณเองสบายใจ และไม่สร้างความขั ดแย้ งกันก็พอ

5. อย่าบ่น ถ้าต้องเดินทางด้วยความลำบาก

ถ้าคิดแล้วว่าวิธีไหนก็ปลอดภัยเหมือนกัน ให้มองหาการเดินทางวิธีที่ประหยัดที่สุด เช่น เดินจากที่พักไปออฟฟิศที่ใกล้ๆ, ขึ้นรถโดยสารประจำทาง, ปั่นจักรยานไปทำงาน, ขี่มอเตอร์ไซค์

ไปทำงานจังหวัดใกล้ๆ คุณไม่จำเป็นต้องใช้วิธีสะดวกสบายมาก หากว่าสุดท้ายแล้วต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนของพาหนะเป็นก้อนใหญ่รองจากค่าที่พัก

6. ให้รา งวั ลตัวเองแบบพอชื่นใจ ไม่ถี่มาก

ชอบพอที่จะซื้ออะไรให้กับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องอดซื้อ แต่ลองตั้งเงื่อนไขอะไรให้กับตัวเองสักอย่างเกี่ยวกับงาน เช่น ส่งงานให้ทันกำหนดการ, ทำยอดได้ตามเป้าหมาย ถ้าสิ่งที่คิดไว้

สำเร็จจริง นอกจากจะได้แรงจูงใจในการทำงาน มันยังเป็นการเบรคตัวเองไม่ให้จ่ายอะไรในก้อนใหญ่ที่ไม่จำเป็นโดยง่ายอีกด้วย

7. กระจายเงินเก็บ/ต่อยอดเงินเก็บ

เงินจากการออมเป็นรายวัน/รายสัปดาห์/รายเดือน ไม่ควรมีในบัญชีเดียวหรือแหล่งเดียว ควรกระจายแหล่งเงินฝาก เช่น ฝากไว้เป็นบัญชีกลางร่วมกับแฟน, ฝากไว้ที่บัญชีของลูกน้อย,

ฝากไว้ที่บัญชีของพ่อแม่ เพื่อป้องกันการใช้เงินแบบไม่มีลิมิตหรือกันเงินไว้สำหรับเหตุฉุ กเฉิ นได้หลายที่ และหากมีเงินเก็บมากพอสัก 5,000-10,000 บาท ลองต่อยอดเป็นหุ้น,

ธุรกิจเล็กๆ,  ทองคำ, เงินฝากประจำดอ กเบี้ ยสูง เงินคุณจะได้เติบโตมากขึ้น ไม่เป็นยอดนิ่งๆ แค่บัญชีเดียวแต่เสียวไส้ ใช้หมดเมื่อไหร่ เจ๊งเมื่อนั้น

8. ควรซื้อของด้วยเงินสด

ไม่ใช้ระบบผ่อนหรือบัต รเค รดิ ต อยากได้อะไรพย ายามเก็บเงินให้ครบแล้วค่อยไปซื้อ อย่าติดนิสัยซื้อมาก่อน ผ่อนทีหลัง หรือจ่ายด้วยบัตรเค รดิ ต ซึ่งเป็นการนำเอาเงินในอนาคตมาใช้

(ไม่เหมาะกับคนเงินเดือนหลักพันเป็นอย่างยิ่ง เพราะสเตทเม้นท์ไม่ปลอดภัยพอสำหรับการหมุนเงิน) การก่อหนี้โดยไม่จำเป็น ขาดเหตุผล อาจทำให้เราไม่มีเงินเก็บ เงินขาดมือ ติดพัน

กับการกู้ยืมเป็นทอดๆ ไม่รู้จบ

 9. ถึงจะออกนอกห้องบ่อยๆ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีเงินเก็บเลย

จริงอยู่ว่าก้าวเท้าออกไปนอกบ้านหรือนอกห้อง ก็เท่ากับว่าเรายินยอมที่จะจ่ายตังค์แล้ว อย่าเหนียวกับตัวเองไปหน่อยเลย ถ้าวันไหนไม่มีตังค์หรือเงินช็อต ไม่จำเป็นต้องออกไปใช้เงิน

มากก็ได้ ลองหากิจกรรมง่ายๆ เช่น ออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะ, ออกไปเดินเล่นที่ห้าง, ออกไปปั่นจักรยานเที่ยวเล่น อย่าติดนิสัยอยู่ในห้องบ่อยๆ เราควรแอคทีฟตัวเองบ้าง ร่างกายจิตใจ

จะได้แจ่มใส ตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่เจ็บป่วยง่าย ไม่รู้สึกน่าเบื่อหรือหดหู่ง่ายเหมือนขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง

10. สร้างมิตรภาพกับคนรอบตัวเข้าไว้

ความสัมพันธ์อันดีต่อเพื่อนบ้าน, เพื่อนร่วมงาน, ใครก็ตามที่อยู่ใกล้ๆ เรา นอกจากเราจะได้รับการแบ่งปันของกินของใช้, อาหาร, โอกาสดีๆ อันอื่นๆ ในยามที่เราเดือดร้อนขึ้นมา เช่น จู่ๆ

ก็ไม่สบายหนัก พวกเขาอาจช่วยเราผ่อนหนักเป็นเบา คอยเป็นหูเป็นตาช่วยดูแลเรา ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าความสัมพันธ์มันมาพร้อมกับผลประโยชน์ แต่เราก็เลือกได้นะว่าจะบาลานซ์ให้

เรื่องไหนมาเป็นอันดับแรก ถ้าคุณเลือกผลประโยชน์นำหน้า คุณก็จะไม่ได้รับความจริงใจเลย เลือกสิ่งไหน ได้สิ่งนั้นไงล่ะ (เชื่อเถอะว่ารวยเพื่อน มันดี๊ดีกว่ารวยเงินทองซะอีกนะ)

11. โชคดีแค่ไหนแล้วที่มีงาน มีเงิน

ถ้าคุณกำลังท้อใจ รู้สึกว่างานที่ทำอยู่ทำไมด้อยมูลค่า ด้อยตำแหน่ง ลองมองในมุมกลับกันว่า ‘ดีแค่ไหนแล้วที่มีงานทำ’ บางคนไม่มีโอกาสที่ดีเท่าเราด้วยซ้ำไป พวกเขาต้องดิ้นรนหนัก

กว่าบ้าง หรือไม่ก็ยอมแพ้ ไม่หางานซะเลยก็มี แต่อย่าใช้ปลอบใจตัวเองในวันที่คุณรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันทำให้คุณรู้สึกไม่โอเคมากๆ เช่น สวัสดิการห่วยมาก, มีการทุจริตในองค์กรจริง,

ยิ่งอยู่ยิ่งถูกเอาเปรียบจริง ลาออกเลยดีกว่า อย่าปลอบใจตัวเองถ้ารู้สึกทรมานมาหลายหนแล้ว

12. ถึงทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่แพง ไม่หรู แต่ก็ครบครัน

ที่พักก็มี, การเดินทางก็ไม่ลำบากมาก, การกินอยู่ก็พออิ่มพอกิน, ได้เข้าสังคมตามโอกาสที่ควร, ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี, มีวันหยุดที่สบาย, เจ็บป่วยก็มีค่ารักษา ฯลฯ สิ่งรอบตัวเรามีครบขนาดนี้

ก็ไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องดิ้นรนให้เกินฐานะ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นี่แหละความสุขที่แท้จริง

ขอบคุณที่มา : j e e b. m e

Load More Related Articles
Load More By FahFah FahFah
Load More In ข้อคิด

Check Also

6 ความรักแบบผิดๆ ที่เผลอทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว (พ่อแม่ควรรู้ไว้)

“ความรัก” มีอิทธิพลต่อพัฒนาการ และการเจริญเติบโตของลูก คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมรักและต้องการม…