Home ข้อคิด คน 5 ประเภทนี้ จะเริ่มอยู่ยากขึ้นและอาจเสี่ยงตกงานเร็วขึ้น

คน 5 ประเภทนี้ จะเริ่มอยู่ยากขึ้นและอาจเสี่ยงตกงานเร็วขึ้น

19 second read
0
0
995

ประเภทที่ 1 : คนที่ทำงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ

พนักงานที่ต้องทำงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น แพคของ ประกอบชิ้นส่วนจัดเรียงสินค้าในคลังงานที่อาศัยแค่การจับวางให้เข้าที่ไม่ได้ใช้การคิด วิเคราห์หรือการตัดสินใจใดๆเรียกว่า

ทำงานด้านเดียวคล้ายๆ หุ่นยนต์จึงไม่แปลกเลย หากจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์จริงๆเพราะ หุ่นยนต์ไม่เรียกร้องขึ้นเงินเดือน ไม่ ขาด ลา มาสายไม่บ่นไม่หยุดงานประท้วง

ไม่เรียกร้องสวัสดิการเพิ่ม

ประเภทที่ 2 : คนที่นอกเหนือจาก 8 ชั่ ว โมงไม่เรียนรู้

มีเพื่อนผมคนหนึ่งทำงานที่โกดังสินค้า คอยเช็คจำนวนสินค้า ในคลังเป็นงานง่ายๆที่เหมือนจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในอนาคตแต่เมื่อทำงานปีแรกเขาก็ค้นพบว่ามีของบางอย่าง

ที่ถูกจัดส่งเป็นจำนวนมากเขาเริ่มเกิดไอเดียจึงไปค้นหาข้อมูลต่อและพบว่าของบางอย่างในโกดังนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดมากด้วยความที่อยู่ในวงการนี้อยู่แล้ว ทำให้เขามองหา

แหล่งผลิตที่ต้นทุนถูกได้และ เริ่มนำมาลงหน้าเว็ปเพื่อขายออนไลน์ ผ่านไป 3 ปี ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วปีที่ 7 เขาก็เปิดบริษัทของตัวเอง…!! ตลอดระยะเวลาแห่งงานเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เขาไม่เคยหยุดทำก็คือ ใช้เวลานอกเหนือจาก 8 ชั่ ว โมงในการเรียนรู้ยุคสมัยนี้เป็นยุคแห่งการเรียนรู้ความรู้เติบโตขึ้นในอัตรา ที่ก้าวกระโดดทุกคนมีอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึง

ความรู้ต่างๆได้อย่างรวดเร็วแค่ปลายนิ้วอยู่ที่ว่าคุณจะใช้โอกาสที่มีไขว่คว้า หรือ นั่งรอวันถูกแทนที่

ประเภทที่ 3 : คนที่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่เป็น

บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ให้เงินผู้สมัครงาน 75 บาท ให้พวกเขาไปหาข้าวกินด้วยกันผู้สมัคร 6 คนไปถึงร้าน อ า ห า ร ด้วยกัน แต่ข้าวจานหนึ่งราคาอย่างต่ำ 15 บาทเงินที่พวกเขามี

ไม่พอจะซื้อข้าวคนละจานเลยด้วยซ้ำ ก็เลยกลับไปบริษัทพอถึงบริษัท ประธานบริษัทรู้เข้าก็ส่ายหน้า : ” ขอโทษด้วย พวกคุณไม่เหมาะกับบริษัทเรา” รู้ไหม…? ร้าน อ า ห า ร ร้านนั้น

มีโปรโมชั่นซื้อ 5 แถม 1 ไม่ได้ อ่ า น ดูรายละเอียดในเมนูเลยหรอ นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจหรือ ถึงแม้ไม่มีโปร 5 แถม 1ก็ยังขอจานเปล่ามาหนึ่งใบ แล้วสั่งข้าว 5 จานมาแบ่งกันกินได้

แต่ผู้สมัครทั้ง 6 คนไม่มีใครคิดว่ามาด้วยกันจึงไม่เกิดคำว่า เป็นทีมเดียวกันทุกคนต่างคิดถึงแต่ตัวเอง เมื่อเข้ามาอยู่ในองค์กรก็ไม่รู้จักการทำงานเป็นทีมรู้ไหม…? ทีมเวิร์คที่ดีนี่แหละที่

ทำให้มนุษย์เหนือกว่าหุ่นยนต์

ประเภทที่ 4 : คนที่ไม่เข้าใจการลงทุนในตัวเอง

เรามักจะได้ยินคำเตือนว่า… ” อย่าฟุ่มเฟือย “ แต่ถ้าเราเก็บเงินได้ 1 แสนต่อปีภายใน 10 ปี เก็บได้ 1 ล้าน นี่คือเก่งหรอ…?ไม่ใช่…! เพราะเมื่อคุณใช้เวลา 10 ปีถึงจะเก็บเงินได้ 1 ล้านคนอื่น

อาจจะใช้เวลาแค่ปีเดียว….!!ตอนที่คุณยังเยาว์วัยคุณต้องรู้ว่าจะลงทุนกับตัวเองยังไงถ้าทุกเดือนคุณเอาเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนกับตัวเอง…บางคน.. ” ออกเดินทาเที่ยวรอบโลก “ ไปเจอ

ธุรกิจใหม่ๆที่น่าสนใจในต่างประเทศแต่ในบ้านเรายังไม่มี ก็นำไอเดียกลับมาต่อยอดเป็นธุรกิจของตัวเองบางคน.. ” ไปเรียนคอสการขายเสริมหลังเลิกงาน “ อาจไม่ได้รวยในทันทีแต่การ

ได้ทำความรู้จักคนมากมายก็นำพาโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิตได้เหมือนกันบางคน.. ” ไปเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย “ จนค้นพบช่องทางธุรกิจเปิดยิม ขาย อ า ห า ร เสริมสำหรับคนรัก

สุ ข ภ า พหลายปีผ่านไปคุณจะพบว่าเงินที่คุณใช้ไป ทำให้คุณค่าของตัวเองเพิ่มขึ้น คุณได้คืนกลับมาหลายเท่า…!!

ประเภทที่ 5 : คนมองอะไรสั้นๆ ตัดสินแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทันที

หลังเรียนจบ Li Ting และ Tan Si เข้าไปฝึกงานที่บริษัทบัญชี แห่งหนึ่งด้วยกันหลังหมดระยะฝึกงาน บริษัทเสนอให้ไปศึกษางานที่สำนักงานใหญ่ที่ต่างประเทศ 2 ปีแต่ได้เงินเดือน

ครึ่งเดียวไม่มีค่าคอมมิชชั่น Li Tingรู้สึกว่าเงินเดือนน้อยเกินไป แถมไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในต่างแดนก็เลยไม่เอาส่วน Tan Si กล้าตัดสินใจเลือกไปศึกษางานที่สำนักงานใหญ่

ในต่างประเทศในมุมมองของเธอ… ไปศึกษางานแถมยังได้เงินเดือนเป็นเรื่องที่คุ้มแสนคุ้ม ผ่านไป 2 ปี Tan Si กลับมาที่บริษัทในฐานะหัวหน้าโครงการคนใหม่รายได้ 1 ล้านต่อปี

ส่วน Li Ting ยังคงทำงานในตำแหน่งเดิมเงินเดือนในตอนนี้ไม่ถึง 1 ใน 3 ของ Tan Siไม่ใช่ว่า Tan Si ตัดสินใจถูกหรือ Li Ting ตัดสินใจผิด เพราะ ทั้งคู่ต่างเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด

ให้ตนเองแต่เมื่อเวลาที่ผ่านไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของเราในอดีต จะพาเราก้าวหน้าขึ้นได้หรือไม่เมื่อก่อนปลาเล็กกินปลาใหญ่ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนเป็นปลาเร็วกินปลาช้า

สิ่งใหม่ๆ ที่ปรากฏขึ้นมักมาพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจ แต่เมื่อโอกาสผ่านไปคนที่ช้าก็จะไม่มีทางได้สัมผัสในยุคนี้ พวกเราต้องมีสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด( เราเป็นคน ไม่ใช่หุ่นยนต์

ต้องรู้จักเรียนรู้ และ ปรับตัว )ค้นหาและแก้ไข้ข้อบกพร่องของตัวเองอย่างทันท่วงทีเพื่อที่จะพัฒนาต่อไปในทิศทาง ที่ดียิ่งขึ้นไม่อย่างนั้นในแต่ละปีที่ผ่านไปคุณจะพบว่า คุณถูกคนอื่นๆ

ทิ้งไว้ข้างหลังแล้วจะเห็นว่าตัวอย่าง ที่หยิบยกมานั้นไม่ได้เจาะจงถึงอาชีพใด เพราะทุกอาชีพล้วนมีโอกาสตกงานได้ทั้งนั้นแต่ยกตัวอย่างให้เห็นถึงทัศนะคติ ที่จะเป็นสิ่งตัดสินว่า

คุณจะถูกแทนที่หรือได้ไปต่อ

ขอบคุณที่มา : b i t c o r e t e c h

Load More Related Articles
Load More By FahFah FahFah
Load More In ข้อคิด

Check Also

ก่อนลาออกจากงานประจำ สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อม

เหตุผล ในการลาออกจากงาน นั้นมีหลากหลาย เช่น อยู่ในองค์กรนี้แล้วไม่มีโอกาส เติบโตเข้ากับเพื…