Home ข้อคิด “ขายดีจนเจ๊ง” เตือนสติคนในสังคมยุคนี้ ได้ดีมาก

“ขายดีจนเจ๊ง” เตือนสติคนในสังคมยุคนี้ ได้ดีมาก

9 second read
0
0
247

คนค้าขาย บางคนบางเจ้า ขายดีจนเจ๊ง อ่ านไม่ผิดหรอกครับหมายความอย่างนั้นจริงๆ ขายดี…จนกระทั่งธุรกิจเจ๊ง แล้วต้องปิดตัวลงแบบเจ้าตัวยัง งงๆ กับชีวิตว่าเกิดอะไรขึ้น

เหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นกับ เจ้าของกิจการขนาดเล็กในบ้ านเรา ( ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านอาห ารร้านจิปาถะ ) ที่เริ่มต้นเติบโตมาจากระบบเจ้าของคนเดียว มีความเชี่ยวชาญ

ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เอาความเชี่ยวชาญนั้นมาทำธุรกิจ จนประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า มีลูกค้ามากมายแต่อยู่ๆ ก็เกิดอาการซวนเซ แล้วเจ๊งไปซะง่ายๆ มีเพื่อนรายหนึ่ง

อยู่ในอาการที่ว่ามานี้โชคดีที่มาถามก่อนเจ๊ง เพื่อนมาถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ธุรกิจไปได้ดี ลูกค้ามากมาย ยอดขายแต่ละวัน…นับเงินเมื่อยมือแต่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้

ในธุรกิจเหมือนเติมไม่เต็ม ตลอดหลายปีที่ทำธุรกิจมาผมเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า ” เป็นเจ้าของกิจการ มีเงินเดือน เดือนละเท่าไหร่…? “เงียบ…แทนคำตอบ ก่อนที่จะถามกลับมา

ว่าทำไมต้องมีเงินเดือนในเมื่อเป็นเจ้าของอยู่แล้วผมถามคำถามที่สอง “แล้วเจ้าของใช้เงิน เดือนละเท่าไหร่?” ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า ไม่รู้ว่าเดือนละเท่าไหร่ เพราะจะใช้อะไร

ก็หยิบไปจากลิ้นชัก ไม่ได้จดไว้ว่าเท่าไหร่อาศัยว่าถ้าเงินพอก็หยิบไปได้ ถ้าไม่พอ ก็รอให้เงินพอก่อน แล้วค่อยหยิบผมถามคำถามที่สาม ” เงินที่หยิบจากลิ้นชักไป เอาไปซื้ ออะไรบ้ าง

“คราวนี้สาธย าย ย าวเหยีย ด…ก็ซื้ อทุกอย่าง กินข้าว ซื้ อของเข้าบ้ านเลี้ยงสังสรรค์ ผ่ อ น รถ…ฯลฯ ผมสรุป…”นั่นแหละสาเหตุ”คนทำธุรกิจแบบโตมากับมือ ส่วนใหญ่เป็นแบบ

เพื่อนผมนี่แหละครับ ไม่เคยตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง ไม่เคยจดว่าใช้เงินไปเท่าไหร่และใช้ไปกับเรื่องอะไร ทั้งหลายทั้งปวงสรุปได้ 3 สาเหตุใหญ่ คือ

1. ไม่แยกแยะเงินของธุรกิจออกจากเงินส่วนตัว

การที่ไม่ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองคือเจ้าของธุรกิจและ เป็นเจ้าของเงินทั้งหมดอยู่แล้ว จะใช้อย่างไรก็ได้ นั่นคือแนวคิดเริ่มต้นที่ผิดเพราะต้องมองให้ธุรกิจเป็น

เหมือนบุคคลอีกคนหนึ่งที่เรารับจ้างทำงานให้อยู่เวลาเราจ้างลูกจ้าง จ่ายเงินเดือนชัดเจน ใช้เกินกว่านั้นไม่ได้ แต่ตัวเราซึ่งรับจ้างธุรกิจที่เราก่อตั้งขึ้นมากลับใช้เงินได้ไม่จำกัด

ซึ่งส่งผลทำให้เงินที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนไม่คงที่ในแต่ละเดือน ขึ้นอยู่กับเราจะ เ ม า มันหยิบมาใช้มากน้อยแค่ไหนดังนั้น ต้องตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง แล้วจ่ายเงินเดือนเมื่อ

สิ้นเดือนเหมือนพนักงานคนอื่นๆ แล้วต้องใช้เงินแค่นั้น ห้ามเกิน ถ้าเกิน ก็ห้ามหยิบมาจากลิ้นชักอีกต้องไปหายืมคนอื่นเอาเอง ห้ามยืมจากลิ้นชัก ถ้าจะยืมจากลิ้นชักจริงๆ ก็ต้องจด

แล้วนำมาคืนอย่างเคร่งครัด

2. ใช้เงินผิดประเภท

เพื่อนผมเอาเงินที่หยิบ จากลิ้นชัก ไปซื้ อข้าวกิน ไปเลี้ยงสังสรรค์ไปซื้ อของใช้เข้าบ้ านไปผ่ อ น รถ…ฟังดูแล้ว ล้วนแต่เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น เรื่องส่วนตัวต้องใช้เงินส่วนตัวคือ

เงินเดือนของตัวเอง แต่เงินของธุรกิจควรจะจ่ายในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเช่น ชำระหนี้การค้า ซื้ อวัตถุดิบ จ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ อะไรก็ได้ ที่เกี่ยวกับธุรกิจ ตอนที่รับเงินจากลูกค้า

ในเงินแต่ละก้อนที่ได้รับ ประกอบด้วยต้นทุนของสินค้าต้นทุนค่าดำเนินการและกำไร อยู่ในนั้นแต่เวลาที่เราหยิบออกมาจ่ายเรากลับมองว่าวันนี้รับมาเท่าไหร่ โดยมองว่า เป็นรายรับล้วนๆ

ไม่คิดจะแยกทุนแยกกำไรกันเลย พอเอาไปใช้ผิดประเภท เท่ากับว่าได้ใช้ทั้ง กำไรและ ต้นทุนไปทั้งหมด ก็จะอยู่ในอาการ “ทุนหด…กำไรไม่เหลือ”

3. ไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองมาแล้ว ควรจะทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ให้ตัวเองด้วย คร่าวๆ ก็ได้ เอาพอรู้ว่า แต่ละวันจ่ายอะไรไปเท่าไหร่ เหลือเงินใช้ได้อีกเท่าไหร่ไม่ใช่ใช้สนุกมือ

ไปเรื่อย เพราะเห็นว่าธุรกิจขายดีถ้าคิดว่าขายดี และเงินเดือนที่ตั้งให้ตัวเองไม่พอใช้ ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองซะ จะขึ้นเท่าไหร่ไม่มีใครว่า แต่ควรเป็นตัวเลขที่มีเหตุผลและไม่ทำให้

กระทบกับรายรับของธุรกิจจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่กระทบ ต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจด้วย อันนี้ถ้าไม่ทำ…แ ย่ เลยนะ ของส่วนตัวขี้เกียจทำใช้ระบบนับเงินที่เหลือในกระเป๋า

ยังพอได้ แต่ของธุรกิจไม่ทำบัญชีเดี๋ยวจะรวยแบบไม่รู้เรื่อง และเจ๊งแบบไม่รู้เรื่องเช่นกัน

ขอบคุณที่มา : b i t c o r e t e c h

Load More Related Articles
Load More By FahFah FahFah
Load More In ข้อคิด

Check Also

เคล็ดลับ หัวหน้าที่ดี ที่มัดใจลูกน้องได้อยู่หมัด

ไม่มีใครอยากเปลี่ยนงานบ่อย โดยไม่มีเหตุจำเป็นไม่ว่าจะเป็นคนในแผนกใด ขององค์กรก็ตาม ถ้าเป็น…